หัวใจไม่ใช่สีแดง ชายผู้มีหัวใจเป็นสีน้ำเงิน แฟรงค์ แลมพาร์ด

87
หัวใจไม่ใช่สีแดง ชายผู้มีหัวใจเป็นสีน้ำเงิน แฟรงค์ แลมพาร์ด

มีนักเตะไม่กี่คนที่จะกลับมายิงทีมเก่าตัวเองแล้วได้เสียงตบมือจากแฟนๆ มีไม่กี่คนที่ยอมปฏิเสธอินเตอร์ มิลานในยุคที่รุ่งเรือง มีไม่กี่คนที่ยอมต่อสู้พร้อมทีมเพื่อผู้หญิงคนเดียว มีไม่กี่คนที่จะมีชื่อในธรรมเนียมดาวยิงของสโมสรทั้งๆที่เล่นในตำแหน่งกองกลาง มันมีไม่กี่คนหรอกครับ และคนที่ผมพูดถึงทั้งหมด เขาคือ ชายผู้สร้างตำนานกับทีมสิงห์บลู วันนี้ทาง Ballteng88 พาทุกท่านย้อนรอยตำนานของชายที่มีชื่อว่า แฟรงค์ แลมพาร์ด กันครับ


แฟรงค์ แลมพาร์ด เขาเกิดในตระกูลของฟุตบอล เขาเริ่มต้นจากการเป็นนักเตะของ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ตอนเขาอยู่เวสต์แฮม ที่เรื่องที่เขาไม่อยากจะจดจำมันเท่าไหร่นัก เขาถูกตราหน้าว่าเป็นเด็กที่มีเส้นสาย ด้วยการที่หลายคนกล่าวหาเขาว่าที่ขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่มาได้ ด้วยบารมีของพ่อของเขาเคยเป็นนักเตะของสโมสรนี้ และลุงของเขาที่เป็นผู้จัดการทีมในเวลานั้น

จากนั้นเขาย้ายไปหาคู่แข่งรวมเมือง แต่มีไม่กี่คนที่จะรู้ว่าตำนานของสิงห์บลูกับแลมพาร์ดกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว เขาได้ย้ายเข้าบ้านหลังสีฟ้าเมื่อปี 2001 2-3 ปีแรกเต็มไปด้วยการลองผิดลองถูก เขาโดนดันให้เล่นในตำแหน่งเพลย์เมกเกอร์บ้าง บ้างนัดถูกจับไปเป็นมิดฟิลด์ตัวกลาง บางนัดถอยต่ำไปเล่นเป็นตัวตัดเกม หรือกระทั่งปีกซ้ายขวา เขาเล่นมาเกือบทุกตำแหน่ง สุดท้ายแล้วถึงแม้จะเขาเล่นได้หมดทุกตำแหน่ง แต่เชลซีในตอนนั้นไร้ถ้วยใดๆ คือแฟรงค์ อยู่กับเซลซีมา 4 ปีเขามือเปล่า ไม่เคยได้ชูถ้วยใดๆ แต่ในฤดูกาล 2004-2005 ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กับเชลซี ด้วยการที่ เคนเบตส์ เจ้าของสโมสรในตอนนั้นได้ขายสโมสรเชลซีในราคา 140 ล้านปอนด์ให้กับ โรมัน อับราโมวิช อับราโมวิชมีวิสัยทัศน์ที่ดี เขาได้ทุ่มเงินซื้อนักเตะดีๆ และได้ปลด รานีเอรี่ ออกจากตำแหน่งกุนซือ และได้ โชเซ มูรีนโย มาทำหน้าที่แทนในตำแหน่งกุนซือ หลังจากการเปลี่ยนกุนซือ ก็ทำให้เชลซีเข้าสู้ยุครุ่งเรื่อง พวกเขาคว้าแชมป์ลีก 2 ปีซ้อนด้วยคะแนนที่สูงเป็นประวัติศาสตร์ถึง 95 คะแนน แถมยังได้ถ้วย FA Cup อีก 1 สมัย และถ้วยลีกคัพถึง 2 สมัย ท่ามกลางความสำเร็จของทีม

แฟรงค์ แลมพาร์ด แสดงให้คนทั้งโลกได้เห็นว่าเขาคือกองกลางอันดับต้นๆของโลก เขาเป็นนักเตะที่ฟิตแทบจะตลอดเวลา จึงมีความกล่าวแนวตลกขึ้นมาว่า “อย่าถามแลมพาร์ดว่าเล่นติดต่อกันได้กี่นัด ให้ถามว่าเขาเล่นติดต่อกันได้กี่ฤดูกาล”  แม้จะเหมือนเป็นเรื่องติดตลก แต่จริงๆแล้วแลมพาร์ดตลอดปี 2001-2005 มีการบันทึกสถิติว่าแลมพาร์ดลงสนามติดต่อกันเฉียด 170 นัด และในปี 2005 เขามีชื่อชิงรางวัลถึง 2 รางวัลใหญ่ ทั้งบาลงดอร์ และนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสหพันธุ์ฟุตบอลนานาชาตหรือฟีฟ่า แต่เขาก็จบลงด้วยการวัลรองชนะอันดับ 1 ทั้ง 2 รางวัล และทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหลังจากที่ โชเซ มูรีนโย ได้มีปัญหากับบอร์ดบริหารของทีม ทำให้เขาย้ายไปเป็นกุนซือของทีมอินเตอร์มิลานในปี 2007 จากนั้นก็มีข่าวลือว่า มูรีนโย ต้องการซื้อตัวแลมพาร์ดจากเชลซี และด้วยที่ตอนนั้นสัญญาของแลมพาร์ดกับเชลซีก็เหลือแค่ 1 ปีเท่านั้น

แต่ทุกอย่างก็จบลงด้วยการที่มีผู้หญิงคนหนึ่งพูดกับแลมพาร์ดว่า “อย่าลืมสิ ตอนเดินออกจากสนาม ใครร้องเพลงและตะโกนเรียกชื่อนาย ที่สำคัญอย่าลืมสิ ใครให้โอกาสจากเด็กที่มาจากทีมคู่ปรับในเมือง” ด้วยประโยคนี้ทำให้แฟรงค์ แลมพาร์ดตันสินใจอยู่ต่อกับเชลซี ทว่าผ่านไปไม่นานนัก ผู้หญิงคนนั้นได้เสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบ เป็นเวลาเดียวกันกับอีกไม่กี่วันที่เชลซีต้องพบกับลิเวอร์พูล ในศึกยูฟ่าแชมป์เปี้ยนสีกในรอบรองชนะเลิศ ทางสโมสรเข้าใจแลมพาร์ดที่กำลังอยู่ในสภาวะจิตใจที่หดหู่ พวกเข้าขอให้แลมพาร์ดไม่ต้องลงเล่นในเกมนี้ แต่แลมพาร์คก็ปฏิเสธคำขอนั้น เขาพูดอย่างหนักแน่นว่า “ผมพร้อมรับใช้สโมสรแล้วครับ” จบเกม 90 นาที ทั้ง 2 ทีมเสมอกันอยู่ 1-1 ทว่าช่วงต่อเวลาพิเศษเชลซีได้จุดโทษ แฟรงค์ เลมพาร์ดเป็นคนยิงประตู ลูกนั้นเป็นประตูให้เชลซีขึ้นนำ เขาวิ่งไปที่มุมธงเขาถอดปลอกแขน และคุกเข่าก้มลงเอามือปิดหน้า เพื่อนร่วมทีมหลายคนวิ่งมาดีใจ ก่อนที่แลมพาร์ดจะยืนขึ้น เขาเงยหน้าพร้อมชี้นิ้วไปบนฟ้า ใช่ครับ ประตูนั้นแฟรงค์ แลมพาร์ด อุทิศให้กับแม่ของเขา ที่เพิ่งจะเสียไปไม่กี่วันก่อนหน้านัดนี้ บางทีเราอาจจะไม่เห็นประตูนั้น ถ้าแม่ของเขาไม่เตือนสติของเขาในวันที่เขากำลังจะย้ายไปอินเตอร์ มิลาน

 หลังจากนั้น แฟรงค์ แลมพาร์ดก็ฝากชีวิตไว้กับเชลซีอีกหลายปี เขาสร้างสถิติ และเกียรติประวัติให้กับทีมมากมาย ทั้งดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของสโมสรที่ 211 ประตู นักเตะที่ทำประตูจากนอกเขตโทษ และเป็นกองกลางที่ทำประตูมากที่สุดในประศาสตร์พรีเมียร์ลีก และสุดท้ายเป็นนักเตะที่คว้าแชมป์ระดับเมเจอร์ครบทุกรายการ  แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา ในฤดูกาลที่ 2013-2014 แลมพาร์ดในวัย 35 ปี ถูกลดตำแหน่งลงไปเป็นสำรอง และนั้นก็ถือฤดูกาลสุดท้ายของเขา แลมพาร์ดกล่าว “ผมมาถึงสโมสรแห่งนี้เมื่อ 13 ปีก่อน ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะได้ลงเล่นมากมายขนาดนี้ เชลซีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมไปแล้ว ขอบคุณความทรงจำและขอให้พวกคุณสร้างประวัติศาสตร์ต่อไป” จากนั้นแลมพาร์ดก็ไปได้ย้ายไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่ทีม นิวยอร์ก ซิตี้ ในเมเจอร์ลีกซัคเกอร์ ทีมเครือเดียวกับแมนเชสเตอร์ซิตี้ และสุดท้ายสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้นจนได้ แลมพาร์ดโดนยืมตัวจากแมนซิตี้ ในฤดูกาลนั้นทันที เหมือนว่าเทพีแห่งโชคชะตายังทำงานกันแบบไม่หยุดหย่อน เพียงแค่เกมนัดที่ 5 ของซีซัน แมนซิตี้ ต้องโคจรมาเจอกับเชลซี การที่เห็นแลมพาร์ดต้องใส่เสื้อคนละสีอยู่คนละฝั่งว่าบาดตาแล้ว ในนาทีที่ 85 แฟงค์ แลมพาร์ดได้ยิงประตูตีเสมอใส่ทีมเก่า เขาแม้จะปริปากยิ้ม แลมพาร์ดยืนขึ้นพร้อมกับท่าทีนิ่งเฉย เสียงเห่ดังสนั่นจากแสตนอขงเจ้าบ้าน ก่อนที่เสียงตบมือจะค่อยๆดังขึ้นจากฝั่งของแฟนบอลทีมเยือน หลังจากจบเกมนั้นแต่สกอร์จะจบเสมอ แต่แลมพาร์ดก็ได้เดินไปหาแสตนฝั่งทีมเยือน

 เราไม่มีทางรู้ว่าเขากับลังคิดอะไร แต่ด้วยภาษากายของเขา เราสามารถรับรู้ได้เลยว่า แม้ตอนนั้นเขาจะใส่เสื้อสีฟ้าของแมนซิตี้ แต่ใจของเขายังคงเป็นสีน้ำเงินเสมอและมันจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

ปัจจุบันแลมพาร์ด ได้กลับมาเป็นกุนซือให้กับทีมเชลซี และได้พาทีมขึ้นไปอยู่ที่ 3 ในตอนนี้ (21/9/11)

แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนใจชายคนนี้ได้แฟนของเชลซีมั่นใจอย่างนั้น แม้ชายคนนี้จะไปอยู่ทีมไหนแฟนๆก็จะยังรักชายที่ชื่อแฟรงค์ แลมพาร์ดเสมอ

บอลน้อยร้อยเปอร์

 ถ้าท่านอยากอ่านประวัตินักเตะคนไหน สามารถขอได้ทางแฟนเพจของ Ballteng88 ได้เลยครับ ขอบคุณสำหรับการติดตาม ฝากกดไลค์กดแชร์เพื่อให้กำลังใจเราทีมงาน Ballteng88

แทงหวยออนไลน์"

วิเคราะห์บอล ทีเด็ดบอล ล่าสุด